Home แนวคิด ปรัชญาของมหาวิทยาลัย แนวทางการประเมินผลการนำเสนอดุษฎีนิพนธ์

แนวทางการประเมินผลการนำเสนอดุษฎีนิพนธ์

by bodhisastra

หลักคิดเบื้องต้น

  1. มหาวิทยาลัย สนใจจะใช้คำว่า วิจักษณ์ มากกว่าคำว่า วิจัย  โดยให้ความหมายความ วิจักษณ์ คือการนำเสนอองค์ความรู้ของนักศึกษา ที่เป็นผลจากการตกผลึกของประสบการณ์ ผลงานของตนเอง มิใช่การไปศึกษาผลงานของผู้อื่น ความรู้ ความคิด ประสบการณ์และการทำงานของผู้คนอื่นๆ 
  2. หัวข้อระดับปริญญาโท มหาวิทยาลัยสนใจจะวิเคราะห์ปัจจัย เช่น ปัจจัยความสำเร็จของ…. หรือปัจจัยที่มีผลกระทบต่อ….. ในระดับปริญญาเอก จะให้ นศ.สังเคราะห์รูปแบบ โดยให้ขึ้นต้นด้วยคำว่า รูปแบบของ …….

คำว่า “รูปแบบ” หมายถึง องค์ประกอบสำคัญที่จะทำให้งานนั้น ประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดได้ ให้สามารถทำได้  เหมือนเรากำลังจะตอบคำถามว่า หากมีคนต้องการจะทำเหมือนเรา เราจะมีคำแนะนำอะไรบ้าง หรือจะทำเหมือนเรา ต้องเตรียมการอย่างไรบ้าง  หรือเรากำลังทำแบบพิมพ์เขียวสร้างบ้าน ใครต้องการสร้างบ้านเหมือนเรา เขาเอาไปศึกษาดู เขาสามารถทำตามอย่างเราได้ หรือจะปรับปรุงต่อยอดจากเราได้ง่ายขึ้น

  1. มหาวิทยาลัยมุ่งไปที่ผลงานเชิงคุณภาพ อาจจะการนำเสนอข้อมูลเชิงปริมาณ หรือการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณมาประกอบการนำเสนอ แต่ไม่ประสงค์จะเป็นงานเชิงปริมาณล้วน ๆ
  2. ไม่ประสงค์จะให้นักศึกษา ไปเรียบเรียง ไปรวบรวม ไปคัดลอกผลงานการวิจัย การศึกษา ค้นคว้า หรือการนำข้อมูลเชิงทฤษฎีที่นักวิชาการ หรือปราชญ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศกล่าวไว้ แบบเดียวกันกับที่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยทั่วไปนิยมทำกัน
  3. มหาวิทยาลัย ไม่ได้ขึ้นทะเบียนหลักสูตรเป็นสาขาวิชา หรือหลักสูตรใดๆ มหาวิทยาลัยถือว่านักศึกษาสนใจในองค์ความรู้ด้านใด ก็จะถือว่าเป็นหลักสูตรด้านนั้น ๆ หรือเป็นสาขาวิชานั้น ๆ มหาวิทยาลัยจึงไม่มีผู้สอนในสาขา หรือในหลักสูตร แต่มีอาจารย์ที่จะให้คำแนะนำในเรื่องกระบวนการเรียบเรียง หรือการถอดองค์ความรู้ นักศึกษาทุกคนจึงสามารถจะแสดงความจำนงว่า ตนเองประสงค์จะขอรับปริญญาในสาขาวิชาใดก็ได้ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับองค์ความรู้ที่นักศึกษานำเสนอ 
  4. การนำเสนอดุษฎีนิพนธ์ จะใช้รูปแบบของการนำเสนอบทความทางวิชาการ โดยแบ่งสาระหลักเป็น 3 ประเด็นหลักสูตร คือ บทที่ 1 ความสำคัญของหัวข้อที่เสนอ บทที่ 2 เรื่องราว ข้อมูล ผลงาน การดำเนินงาน ประสบการณ์ตรงของผู้ศึกษา และบทที่ 3 การสรุปองค์ความรู้ที่ตกผลึก

จากการสัมผัสกับการนำเสนอของนักศึกษา พบปัญหาและประเด็นสำคัญ คือ

บทที่ 1 การนำเสนอความสำคัญ สั้นเกินไป เรียบเรียงไม่กระชับ นศ.ควรจะอธิบายถึงความสำคัญระดับสากล ความสำคัญในวงกว้าง  แล้วค่อยมาพูดถึงประเทศไทย พูดถึงท้องถิ่นของ นศ.เอง อาจจะมีข้อมูล สถิติมาประกอบการนำเสนอ ย่อหน้าสุดท้าย จึงมาพูดถึง ทำไม นศ.จึงสนใจเรื่องนี้

บทที่ 2 การนำเสนอเรื่องราว ข้อมูล ประสบการณ์การณ์ พบว่า บทที่ 2 นี้ นศ. มักจะมุ่งไปที่นำแนวคิด ทฤษฎีต่าง ๆ มานำเสนอ เอาข้อมูลของนักวิชาการ หรือเอาตำราต่างๆ มานำเสนอ เช่น ใครพูดอย่างไร หลักการทั่วๆเป็นอย่างไร ความหมายอย่างไร  มีการอธิบายอย่างไร เป็นต้น ซึ่งการเขียนเช่นนี้ เป็นการเขียนตามแนวทางการนำเสนอของมหาวิทยาลัยกระแสหลัก ล้วนเป็นการคัดลอกต่อๆกันมาทั้งสิ้น

มหาวิทยาลัยโพธิศาสตร์ ประสงค์จะให้บทนี้ เป็นการนำเสนอประสบการณ์ ผลงานของนักศึกษาโดยตรง เช่น ถ้าจะเสนอรูปแบบการทำธุรกิจ  เป็นการเขียนเรื่องราวของตนเอง ประสบการณ์ การทำงาน ผลงานของตนเอง ไม่ได้ไปลอกทฤษฎีมานำเสนอ 

การเขียนบทนี้ อาจจะเขียนแบบ Time Line คือเขียนตามลำดับเหตุการณ์ หรือลำดับเวลา เหมือนกับการพูดถึงวิถีชีวิต ที่เขียนตามลำดับวันหรืออายุ  หรืออาจจะเขียนเป็นประเด็น ๆ เป็นเรื่อง ๆ เป็นกิจกรรมแต่ละประเภท  ไม่จำเป็นต้องตามเหตุการณ์   หรืออีกวิธีหนึ่ง เขียนตามหลักที่เรียกว่า CIPP Model คือ 1) เสนอสภาพแวดล้อม เรื่องราวแวดล้อม 2) เสนอเรื่องการเตรียมการด้านต่างๆ การเตรียมตัว 3) เสนอเรื่องกระบวนการทำงาน หรือกิจกรรมแต่ละแห่ง  และ 4) เสนอเรื่องผลของการทำงาน รวมถึงผลกระทบต่อเนื่องจากการทำงาน  ผลนั้น อาจจะเป็นผลเชิงปริมาณ ผลเชิงคุณภาพ

ปัญหาอีกข้อหนึ่งของบทนี้ คือ เขียนสั้นเกินไป ผมเคยกล่าวว่า บทนี้ เป็นเหมือนมะพร้าวที่ถูกขูดแล้ว ต้องมีปริมาณเพียงพอจะคั้นเป็นกะทิ กากน้อย กะทิมาก ก็ไม่สอดคล้อง กากมาก กะทิน้อยก็ไม่สมดุลกัน ถ้ามีแต่กะทิ ไม่มีกาก ก็แปลว่าโม้มาก

อีกประเด็นก็คือ ควรมีภาพประกอบบ้าง เสนอเรื่องโรงงาน แต่ไม่มีแม้กระทั่วป้ายโรงงาน ภาพโรงงาน อาจจะทำให้สงสัยว่า มีโรงงานของตัวเองจริงหรือเปล่า หรือเป็นภาพที่มาจากอินเตอร์เน็ตทั้งหมด  เคยพบว่า นศ.นำภาพจากอินเตอร์มาเสนอทั้งหมด โดยที่ นศ.ไม่ได้มีผลงานอะไรเลย สามารถปั้นน้ำเป็นตัวให้ผู้ประเมินประทับใจได้อย่างยอดเยี่ยม

บทที่ 3 เป็นคำตอบโดยตรง เป็นองค์ความรู้ตามโจทย์ที่ตั้ง  ปัญหาที่มักเจอ คือ ที่เขียนมาทั้งหมด ไม่ตอบโจทย์เลย เช่น หัวข้อวิจัยบอกว่า รูปแบบของการพัฒนาผู้บริหารของบริษัท ก.  ก็ต้องเขียนตอบว่า รูปแบบของการพัฒนาผู้บริหารของบริษัท ก. มีรูปแบบอย่างไรบ้าง ผมมักจะถามว่า มีกี่ข้ออะไรบ้าง ต้องสรุปมาให้ชัดว่า มีกี่ข้อ อะไรบ้าง ประมาณ 5-9 ข้อ ซึ่งก็คือไม่ควรน้อยไป ไม่ควรมากไป  เวลาเขียนแล้ว ก็ต้องมีเหตุการณ์ มีรูปธรรม มีตัวอย่างสนับสนุน ไม่ใช่เขียนแบบลอยๆ เขียนเลื่อนลอย มีแต่หัวข้อ หรือไปเอารูปแบบหรือเอาทฤษฎีใดๆ มาตอบในข้อนี้    เราจะต้องเอาเหตุการณ์ที่เขียนแล้วในบทที่ 2  มาสนับสนุนบทที่ 3 เพื่อให้สรุปและการนำเสนอมีน้ำหนัก

  1. การนำเสนอเล่ม ขอให้เป็นการนำส่งไฟล์ท่าเป็น word ด้วย เพราะมหาวิทยาลัยจะได้ปรับปรุงเพื่อพิมพ์รวมเล่า  มหาวิทยาลัยไม่ได้ขอเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ผลงาน แต่ขอสิทธิ์มาจัดพิมพ์รวมเล่ม  หากท่านใดให้ไฟล์ไม่ได้ เพราะหวงลิขสิทธิ์ มหาวิทยาลัยจะไม่มอบปริญญาบัตร

Related Posts

Leave a Comment